ถามตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ “FluMist” วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก
นายแพทย์ธนกร กาญจนประดับ กุมารแแพทย์โรคระบบหายใจ สถาบันกุมารเวช โรงพยาบาลศิครินทร์กรุงเทพ
——————————
สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2568
อัปเดตสถานการณ์ระบาดปี 2025 (พ.ศ. 2568) ในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่ค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจำนวนผู้ป่วยสะสมรวมทั้งปีสูงถึงประมาณ 1,194,342 ราย จากรายงานของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สัปดาห์ที่ 53) พบกลุ่มเป้าหมายที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มเด็กเล็กช่วงอายุ 0-9 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการป่วยสูงสุด โดยเฉพาะเด็กในช่วงวัยเรียนอายุ 5-9 ปี นอกจากนี้ยังมีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมรวมตลอดทั้งปีสูงถึง 129 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของโรคที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลสายพันธุ์ที่ระบาดในช่วงต้นปี 2569
จากการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาในช่วงต้นปี 2569 (ระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์) ข้อมูล ณ สัปดาห์ที่ 7 ของกรมควบคุมโรค ระบุว่าประเทศไทยยังคงเผชิญกับการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้ง 2 สายพันธุ์หลัก โดยสายพันธุ์ที่พบอุบัติการณ์การเกิดโรคมากที่สุดคือ สายพันธุ์ A (ประกอบด้วยชนิด H1N1 และ H3N2) ในขณะที่ สายพันธุ์ B (ตระกูล Victoria) พบรองลงมาตามลำดับ การแพร่กระจายของสายพันธุ์ที่หลากหลายในช่วงต้นปีนี้ จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ประชาชนควรเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและลดความรุนแรงของโรค
ทำไมต้องรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่?
ในเด็กเล็กและผู้ที่มีโรคประจำตัว (เช่น หอบหืด หรือโรคปอด) ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แต่มันสามารถทำให้เกิด ปอดอักเสบ (Pneumonia), ระบบหายใจล้มเหลว หรืออาการชักจากไข้สูงได้ การฉีดวัคซีนจะช่วย ลดความรุนแรงของโรค และ ลดโอกาสในการนอนโรงพยาบาล ได้อย่างชัดเจน
ทำไมรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีแต่ยังติดเชื้อได้?
- เชื้อกลายพันธุ์: ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตา (Antigenic Drift) ตลอดเวลา วัคซีนจึงต้องปรับสูตรทุกปีเพื่อให้ใกล้เคียงกับเชื้อที่ระบาดที่สุด
- ระดับภูมิคุ้มกัน: ภูมิจากวัคซีนจะค่อยๆ ลดลงหลังจาก 6-12 เดือน
- วัคซีนไม่ได้ป้องกัน 100%: เป้าหมายหลักของวัคซีนคือป้องกัน “อาการหนัก” และ “การเสียชีวิต” แม้ติดเชื้ออาการจะเบากว่าคนไม่ฉีดมาก
——————————
FluMist คืออะไร? ต่างจากวัคซีนแบบฉีดอย่างไร?
FluMist (ฟลูมิสต์) คือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิด “เชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์” (Live Attenuated Influenza Vaccine – LAIV) ในขณะที่แบบฉีดส่วนใหญ่เป็น “เชื้อตาย”
| คุณสมบัติ | วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบฉีด | วัคซีนแบบพ่น (FluMist) |
| วิธีการ | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (เจ็บ) | พ่นละอองฝอยเข้าจมูก (ไม่เจ็บ) |
| ชนิดเชื้อ | เชื้อตาย | เชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงมาก |
| การกระตุ้นภูมิ | กระตุ้นภูมิในกระแสเลือด | กระตุ้นทั้งที่เยื่อบุจมูก (ด่านหน้า) และในเลือด |
| ช่วงอายุ | 6 เดือนขึ้นไป – ผู้สูงอายุ | 2 ปี – 49 ปี เท่านั้น |
ข้อดีของ FluMist
- ไม่เจ็บตัว: เหมาะมากสำหรับเด็กที่กลัวเข็ม ลดความฝังใจในการหาหมอ
- เลียนแบบธรรมชาติ: เนื่องจากพ่นเข้าจมูก ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันที่ “เยื่อบุทางเดินหายใจ” (IgA) ซึ่งเป็นจุดที่เชื้อตัวจริงเข้าสู่ร่างกาย จึงดักจับเชื้อได้เร็ว
- ประสิทธิภาพ: งานวิจัยระบุว่าในเด็กเล็ก (2-17 ปี) ประสิทธิภาพในการป้องกันอาจสูงกว่าหรือเทียบเท่าแบบฉีด
ปัจจุบัน FluMist ที่ใช้ในไทยครอบคลุม 3 สายพันธุ์หลัก (Trivalent) ตามคำแนะนำของ WHO ได้แก่: สายพันธุ์ A (H1N1) สายพันธุ์ A (H3N2) และสายพันธุ์ B (Victoria lineage)
(หมายเหตุ: ปัจจุบันสายพันธุ์ B ตระกูล Yamagata แทบไม่พบการระบาดทั่วโลกแล้ว วัคซีนรุ่นใหม่จึงปรับเป็น 3 สายพันธุ์ครับ)
วิธีการให้วัคซีน
- คุณหมอจะใช้ไซริงค์พิเศษที่มีหัวพ่นละออง พ่นเข้าไปในรูจมูกทั้ง 2 ข้าง (ข้างละ 0.1 มล.)
- เด็กสามารถหายใจได้ตามปกติ ไม่ต้องสูดดมแรงๆ
- หากเด็กจามทันทีหลังพ่น ไม่จำเป็นต้องพ่นซ้ำ
ข้อควรระวัง: เนื่องจากเป็นวัคซีน “เชื้อเป็น” จึงห้ามใช้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง, เด็กที่กินยาแอสไพรินประจำ หรือเด็กที่เป็นหอบหืดรุนแรง
หากคุณพ่อคุณแม่สนใจ หมอสามารถตรวจเช็กประวัติสุขภาพของน้องเบื้องต้นให้ก่อนได้ครับ ว่าน้องมีข้อบ่งชี้หรือข้อห้ามในการใช้แบบพ่นหรือไม่?
ใครที่ควรได้รับ FluMist?
- เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่ที่มีอายุไม่เกิน 49 ปี
- เด็กที่ กลัวเข็ม หรือมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการฉีดวัคซีน
- เด็กทั่วไปที่ไม่มีข้อห้าม (ตามที่ระบุใน ข้อห้าม และผู้ที่ “ไม่ควร” รับวัคซีนชนิดพ่น)* เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด่านหน้าบริเวณทางเดินหายใจ
ข้อห้าม และผู้ที่ “ไม่ควร” รับวัคซีนชนิดพ่น
เนื่องจากเป็น “เชื้อเป็น” ที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง จึงมีข้อจำกัดเข้มงวดกว่าแบบฉีดครับ:
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น ทานยากดภูมิ, ป่วยเป็นมะเร็ง, ติดเชื้อ HIV)
- เด็กที่มีประวัติหอบหืด (Asthma) หรือมีอาการ “หายใจเสียงวี้ด” (Wheezing) ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (เพราะอาจกระตุ้นให้หอบได้)
- เด็กที่กินยา Aspirin เป็นประจำ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่แพ้ ไข่ อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) หรือแพ้ส่วนประกอบในวัคซีน (เช่น เจลาติน)
- ผู้ที่เพิ่งได้รับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (ต้องเว้นระยะห่าง)
ผลข้างเคียง และอาการแสบจมูก
- แสบจมูกไหม? ส่วนใหญ่ ไม่แสบครับ แต่น้องอาจจะรู้สึก “ยิบๆ” หรือคัดจมูกเหมือนมีน้ำมูกชั่วคราว
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: คัดจมูก, น้ำมูกไหล, ปวดศีรษะ, เจ็บคอ หรือมีไข้ต่ำๆ
- อาการเหล่านี้มักหายไปเองภายใน 1-2 วันครับ
การเตรียมตัวก่อนรับวัคซีน
- สุขภาพทั่วไป: น้องต้องไม่มีไข้ ไม่ป่วยหนัก (ถ้ามีน้ำมูกเล็กน้อยแต่ไม่มีไข้ พ่นได้ครับ)
- การแจ้งประวัติ: สำคัญมาก! ต้องแจ้งหมอหากน้องมีโรคประจำตัวเรื่อง ปอด หอบหืด หรือแพ้ยา/อาหาร
- การกินยา: หากน้องเพิ่งกินยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่มา (เช่น Tamiflu) ต้องแจ้งหมอ เพราะยาจะไปฆ่าเชื้อในวัคซีนจนไม่ได้ผลครับ
หลังรับวัคซีนปฏิบัติตัวอย่างไร และ “ล้างจมูกได้ไหม?”
- การล้างจมูก: “ห้ามล้างจมูกทันที” ครับ หมอแนะนำให้งดการล้างจมูกอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง เพื่อให้วัคซีนจับกับเยื่อบุจมูกได้เต็มที่
- พฤติกรรม: ใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ ไม่ต้องงดอาบน้ำหรือทำกิจกรรมใดๆ
“ถ้าจามทันทีหลังพ่น ทำอย่างไร?” ไม่ต้องพ่นซ้ำครับ (No need to re-dose) ตัวยาถูกออกแบบมาให้ดูดซึมเข้าเยื่อบุได้รวดเร็วมาก แม้น้องจะจามหรือสั่งน้ำมูกหลังจากพ่นไปแล้วเพียงไม่กี่วินาที ปริมาณวัคซีนที่เหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิครับ
ทำอย่างไรถ้ามีไข้หลังรับวัคซีน
- สามารถทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามน้ำหนักตัวเพื่อลดไข้ได้ครับ
- เช็ดตัวลดไข้ตามปกติ อาการมักจะดีขึ้นเร็วมากภายใน 24 ชั่วโมง
ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ยา Aspirin ในเด็กหลังรับ FluMist อย่างน้อย 4 สัปดาห์
คำแนะนำสำหรับ เด็กเล็กที่ “ไม่เคย” รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อน
หากน้องอายุ 2 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 9 ปี และนี่เป็นการฉีด/พ่น ครั้งแรกในชีวิต ต้องรับ 2 โดสครับ โดยเว้นระยะห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นภูมิให้สูงพอ ส่วนปีต่อๆ ไปค่อยรับปีละ 1 ครั้งครับ
หากน้องมีนัดรับวัคซีนตัวอื่นอยู่พอดี สามารถพ่น FluMist ไปพร้อมกันได้ ยกเว้นว่าตัวที่จะรับเป็นวัคซีนเชื้อเป็น (เช่น หัด หรืออีสุกอีใส) แล้วไม่ได้นัดวันเดียวกัน กรณีนี้ต้องรอให้ครบ 4 สัปดาห์ก่อนถึงจะพ่นได้
หากเด็กเพิ่งหายจากไข้หวัดใหญ่และทานยาต้านไวรัสจนครบแล้ว จะต้องเว้นระยะห่างนานเท่าไร เพื่อรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เป็นคำถามที่สำคัญและแสดงว่าคุณพ่อคุณแม่ละเอียดมากครับ ในฐานะหมอปอดเด็ก หมอให้ความสำคัญกับเรื่อง “Timing” หรือจังหวะเวลามาก เพราะ FluMist เป็น “วัคซีนเชื้อเป็น” ซึ่งยาต้านไวรัสอย่าง Tamiflu จะไปออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อในวัคซีน ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ได้ผลครับ หมอขอสรุปแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากล (CDC และ AAP) ไว้ดังนี้ครับ:
1. ต้องเว้นระยะห่างนานเท่าไหร่?
- หากเพิ่งกินยาต้านไวรัสเสร็จ: ต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 48 ชั่วโมง (2 วัน) หลังจากหยุดยาต้านไวรัส (เช่น Oseltamivir หรือ Tamiflu) ถึงจะเริ่มพ่นวัคซีน FluMist ได้ครับ
- หากพ่นวัคซีนไปแล้ว แล้วต้องกินยาต้านไวรัส: หากน้องพ่น FluMist ไปแล้วเกิดโชคร้ายติดเชื้อหรือต้องกินยาต้านไวรัสภายใน 2 สัปดาห์ (14 วัน) หลังพ่นวัคซีน ให้ถือว่าวัคซีนโดสนั้น “อาจจะไม่ได้ผล” และควรปรึกษาหมอเพื่อพิจารณาฉีดแบบเชื้อตายซ้ำ หรือพ่นใหม่หลังจากหยุดยาไปแล้ว 48 ชั่วโมงครับ
2. ยังแนะนำให้พ่นอยู่ไหม? ยังแนะนำครับ แต่ต้องดูบริบทดังนี้:
- ถ้าเว้นระยะครบแล้ว: แนะนำให้พ่นได้ตามปกติครับ เพราะยาต้านไวรัสจะถูกขับออกจากร่างกายหมดแล้ว ไม่รบกวนการทำงานของวัคซีน
- ถ้าไม่อยากรอ: หากคุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องการระบาดในช่วงที่ต้องรอ (2 วันหลังหยุดยา) และไม่อยากเสียเวลา หมอแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ “วัคซีนแบบฉีด (Inactivated Vaccine)” แทน เพราะแบบฉีดเป็นเชื้อตาย ยาต้านไวรัสจะไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน สามารถฉีดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
สรุปคำแนะนำ หากน้องเพิ่งหายจากไข้หวัดใหญ่และทานยา Tamiflu จนครบ:
- รอ 2 วัน หลังยาเม็ดสุดท้าย แล้วค่อยมาพ่น FluMist
- ตรวจร่างกายซ้ำ ว่าไม่มีอาการไอจามรุนแรง หรือหายใจวี้ด (Wheezing) ซึ่งมักพบตามหลังการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กบางคน หากปอดยังไม่เคลียร์ หมออาจพิจารณาให้เลื่อนไปก่อนหรือเปลี่ยนเป็นแบบฉีดครับ
ถ้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว ปีนี้จะรับครั้งถัดไปได้เมื่อไร?
ตามรอบการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย หมอแนะนำดังนี้ครับ
คำแนะนำสั้นๆ: น้องสามารถรับวัคซีนปีนี้ได้ตั้งแต่ช่วง “เมษายน หรือ พฤษภาคม” เป็นต้นไปครับ
เหตุผลและรายละเอียดที่หมอปอดอยากให้คุณพ่อคุณแม่ทราบมีดังนี้ครับ:
- รอบของวัคซีน: วัคซีนไข้หวัดใหญ่ในไทยจะมีการปรับเปลี่ยน “สายพันธุ์” ให้เป็นปัจจุบันที่สุดปีละ 2 ครั้ง คือ รอบซีกโลกเหนือ (มักมาช่วงปลายปี) และ รอบซีกโลกใต้ (มักมาช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม)
- ทำไมต้องฉีดช่วงนี้? เนื่องจากประเทศไทยมีการระบาดใหญ่ 2 ระลอก คือช่วงฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม) ซึ่งระบาดหนักที่สุด และช่วงฤดูหนาว (มกราคม-มีนาคม) การฉีดในช่วง เมษายนหรือพฤษภาคม จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันขึ้นสูงพอดีก่อนเข้าสู่ฤดูระบาดใหญ่ครับ
- ระยะห่างจากเข็มก่อน: แม้จะเพิ่งฉีดไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่และมีวัคซีนสูตรใหม่ (สูตรปี 2026/2569) ออกมา น้องสามารถรับได้เลยครับ โดยขอให้ห่างจากเข็มล่าสุดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ (1 เดือน) ซึ่งกรณีของน้องที่ฉีดเดือนธันวาคม ตอนนี้ (มีนาคม) คือห่างมาเกิน 1 เดือนแล้ว สามารถรับได้ทันทีที่วัคซีนตัวใหม่มาถึงโรงพยาบาลครับ
สรุปจากคุณหมอ:
หากน้องจะรับ FluMist (วัคซีนแบบพ่น) หรือวัคซีนแบบฉีดของปีนี้ แนะนำให้รอช่วง ปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เพื่อให้ได้วัคซีนสายพันธุ์ล่าสุดของปี 2026 ครับ ภูมิคุ้มกันจากเข็มธันวาคมจะเริ่มลดระดับลงในช่วงกลางปีพอดี การรับเข็มใหม่ในช่วงพฤษภาคมจะช่วย “บูสต์” ภูมิ ให้ลูกรักปลอดภัยตลอดฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงครับ
FluMist วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์
ปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย ตรวจเช็กประวัติการแพ้ยาหรือวัคซีน และวางแผนการรับวัคซีนที่เหมาะสม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์กุมารเวช ชั้น 2




